เออร์โกโนมิคส์ (Ergonomics)
คำว่า เออร์โกโนมิคส์ มีรากศัพท์มาจาก “Ergon” หมายถึง งานหรือความแข็งแรง และคำว่า “Nomos” หมายถีง กฎหมายและระเบียบ
เออร์โกโนมิคส์ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของมนุษย์เพื่อออกแบบความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม
วัตถุประสงค์เพื่อให้ทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี
เออร์โกโนมิคส์ สามารถนำมาใช้ได้มี 3 ระดับ คือ
ภาวะที่ทนได้ (Tuleraable condition)
สภาวะที่ยอมรับได้ (Acceptable conditions)
สภาวะที่เหมาะสม (Optimal conditions)
ความสัมพันธ์ระหว่างคนและงานที่ทำ (Mental workload)
ในแต่ละวัน คนเราต้องทำงานหลายอย่างที่แตกต่างกันไป ซึ่งงานที่ทำนั้นจะต้องเหมาะสมกับความสามารถของคนเราเพื่อหลีกเลี่ยงงานเบาเกินไป ทำให้ใช้ความสามารถไม่เต็มที่หรืองานหนักเกินไป อาจทำให้คนงานทำงานไม่ได้ ได้รับความเจ็บป่วยและอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างถาวรได้
ภาระงานด้านจิตใจ (Mental workload)
ภาระงาน หมายถึง สัดส่วนของความสามารถที่มีอยู่ (เช่นความสามารถสูงสุดที่มี) ซึ่งใช้ในการทำงาน ที่ได้รับมอบหมาย
ภาระงานด้านจิตใจ (Mental workload)
การประเมินภาระงานสามารถประเมินได้ 4 วิธีด้วยกัน คือ
1. ใช้เรื่องมือวัดในการทำงานหลัก (Objective measure of primary task performance)
2. ใช้เครื่องมือวัดการทำงานสำรอง (Objective measure of secondary task performance)
3. ใช้เครื่องมือวัดด้านสรีรวิทยา (Objective measure of physiological events)
4. ประเมินความรู้สึกของคนงาน (Subjective assessment)
ความสามารถในการทำงาน
(Human capacity for physical work)
ความทนทานของร่างกายของแต่ละคนหาได้จากความสามารถของระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตที่นำส่งออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อที่กำลังทำงานและความสามารถของระบบเมตาบอลิซึมที่จะใช้พลังงานที่สะสมอยู่ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้
ความสามารถในการทำงาน
(Human capacity for physical work)
1. พลังงานในการทำงาน (Energy Cost of work)
2. การจัดประเภทของงาน (Work classification)
งานเบา
งานปานกลาง
งานหนัก
3.Work/Rest cycles
ความเมื่อยล้า (Fatique)
ความเมื่อยล้า เป็นความรู้สึกที่เหนื่อยอ่อน สามารถและความต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจลดลง เกิดขึ้นได้จากการทำงานซ้ำๆ เป็นความรู้สึกที่ขาดสิ่งกระตุ้น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง แต่หายกลับเป็นปกติได้ถ้าได้พักผ่อนเพียงพอ
ปัจจัย ที่สำคัญที่ทำให้เกิดความเมื่อยล้า คือ ลักษณะงานทั้งงานประเภทอยู่กับที่และเคลื่อนที่ (Static และ Dynamic work) ความเจ็บป่วย อาการเจ็บป่วย การพักผ่อนไม่เพียงพอ และปัจจัยทางด้านจิตใจ เช่น วิตกกังวล สับสนและการกระทำซ้ำซาก
ขนาดร่างกายทางวิศวกรรม
(Engineering Anthropometry)
ได้แก่ ความสูง ความลึก ความยาว และเป็นเส้นตรงจุดต่อจุดระหว่างจุดอ้างอิงบนร่างกาย รวมไปถึงส่วนโค้งและส่วนรอบของร่างกาย ซึ่งจะวัดในรูปของน้ำหนักด้วย
การวัดขนาดของร่างกาย
ให้ร่างกายอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งที่ทำมุม 180 องศา หรือ 90 องศากับส่วนหนึ่งของร่างกาย
-ท่ามาตรฐานท่าหนึ่งเป็นท่ายืนตรง เท้า สะโพกและไหล่ตั้งตรง ด้านหลังของศีรษะติดกับผนัง แขนปล่อยลง นิ้วตรง ซึ่งเรียกว่า Anatomical position
-ท่ามาตรฐานท่าหนึ่งเป็นการวัดขณะนั่ง ต้นขาขนานราบกับพื้นเก้าอี้ ขาส่วนล่างตั้งตรงและวางเท้าราบบนพื้น ไม่สวมรองเท้า
ชีวกลศาสตร์ (Biomechanics)
1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle strength)
2. การวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
3. เทคนิคการวัด (Measuring technique)
- การวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะทำในสภาวะที่อยู่กับที่ (Static condition)
- การวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะทำในสภาวะที่เคลื่อนที่ (Dynamic condition)
การยกน้ำหนัก Handling Loads)
หลักการในการจัดการกับวัสดุตามหลักเออร์โกโนมิคส์
วางแผนข้างต้นหรือปรับปรุงหน่วยงาน
การออกแบบ
การคัดเลือก การใช้ และการปรับปรุงอุปกรณ์ เครื่องจักรและเครื่องมือ
ลักษณะของคนที่จัดการกับวัสดุ
(ขนาดของร่างกาย กำลัง และพลังงาน )
การยกน้ำหนัก Handling Loads)
วิธีการประเมินเกี่ยวกับการยกสิ่งของอย่างเป็นระบบ
อธิบายเกี่ยวกับกระบวนการในการเคลื่อนย้ายสิ่งของ
ทำแผนผังแสดงรายละเอียดกิจกรรมที่ทำในแต่ละหน้าที่
กำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน
ถ้าคนต้องเคลื่อนย้ายวัสดุ ควรจะเคลื่อนย้ายในแนวราบ
การยกน้ำหนัก Handling Loads)
วิธีการประเมินเกี่ยวกับการยกสิ่งของอย่างเป็นระบบ
คนจะต้องยกหรือหิ้ววัตถุ ให้ยกหรือหิ้ววัตถุช่วงความสูงระหว่างข้อที่นิ้วมือและหัวไหล่ การยกหรือการหิ้วที่สูงหรือต่ำกว่านี้
คนจะยกหรือหิ้ววัตถุ ต้องอยู่ใกล้หรืออยู่ด้านหน้าของร่างกาย
คนต้องเคลื่อนย้ายวัตถุ เบา กะทัดรัดและปลอดภัยในการหยิบจับ
คนจะต้องถือวัตถุไม่มีขอบแหลมคม มีมุมหรือมี Pinch point
การยกน้ำหนัก Handling Loads)
ร่างกายเป็นแหล่งให้พลังงาน (The body as Energy source)
การฝึกอบรมและการยกวัตถุให้ปลอดภัย (Training for safe lifting practices)
การคัดเลือกคนในการยกวัตถุ (Personnel selection for material handling)
การประเมินความสามารถของคนในการทำงานยกวัตถุ
Static techniques
Dynamic techniques
อุปกรณ์ที่ใช้มือจับ (Hand tools)
การใช้อุปกรณ์ที่ใช้มือจับ มีแนวทางดังนี้
ข้อมือควรวางในแนวตรงกับแขนด้านหน้า ส่วนที่ใช้งานควรจะทำมือเอียงกับด้ามจับ
ด้ามจับควรมีขนาดที่มือสามารถจับได้โดยรอบมีช่องว่างระหว่างปลายนิ้วมือและนิ้วหัวแม่มือไม่เกิน 0.5 นิ้ว (1.3 เซนติเมตร)
รูปร่างของด้ามจับขึ้นอยู่กับงานที่ทำ
อุปกรณ์ที่ใช้มือจับ (Hand tools)
การใช้อุปกรณ์ที่ใช้มือจับ มีแนวทางดังนี้
รูปร่างของด้ามควรจะเหมาะกับความยาวของมือที่จะจับ
ด้ามจับที่ผิวขรุขระสามารถป้องกันการลื่นหลุดของมือจากด้ามจับได้
การมีขอบ (Flanges) ตรงปลายของด้ามจับทำให้มือจับได้แน่นไม่หลุดจากตำแหน่งที่จับ
อุปกรณ์ที่ใช้มือจับ (Hand tools)
เพื่อไม่ให้เกิด Cumulative trauma disorder
ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
1. หลีกเลี่ยงการออกแรงคงที่และซ้ำๆกัน หลีกเลี่ยงการใช้แรงมากๆ
2. ให้หัวไหล่อยู่ในท่าที่สบาย ข้อศอกอยู่ด้านข้างลำตัวและข้างมือตรง
3. ใช้เครื่องมือที่มีขนาดและรูปร่างของด้ามจับเมาะสม
4. กำจัดมุมหรือขอบแหลมคม
อุปกรณ์ที่ใช้มือจับ (Hand tools)
เพื่อไม่ให้เกิด Cumulative trauma disorder
ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
5. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสกับความเย็นที่มากเกินไป
6. ต้องแน่ใจว่าถุงมือที่สวมใส่ช่วยในการทำงานจริงๆ
7. การออกแบบอุปกรณ์โดยลดการสั่นสะเทือนของอุปกรณ์ที่ใช้มือจับ
การออกแบบสถานีงาน
(Workstation design)
ต้องพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้เป็นหลัก
พื้นที่ (space)
การใช้อุปกรณ์ (Manipulation)
การมองเห็น (Seeing)
การได้ยิน (Hearing)
การออกแบบสถานที่ทำงาน
(Workplace design)
แนวทางด้านเออร์โกโนมิคส์สำหรับการออกแบบสถานที่ทำงานโดยสรุปมีดังนี้
การออกแบบอุปกรณ์ ต้องแน่ใจว่าอุปกรณ์เหมาะผู้ใช้
การออกแบบงานและสถานที่ทำงานควรมีความสัมพันธ์กัน
การออกแบบงานที่ใช้ท่าทางของแขนขาและร่างกายโดยให้มีความสะดวกในการวางแขน
อุปกรณ์ที่ใช้เท้าควบคุมต้องให้คนงานนั่งทำงาน ไม่แนะนำให้คนที่ยืนทำงานและใช้เท้าทำงานตลอดเวลา
การออกแบบสถานที่ทำงาน
(Workplace design)
แนวทางด้านเออร์โกโนมิคส์สำหรับการออกแบบสถานที่ทำงานโดย
สรุปมีดังนี้
5. รักษาระดับความสูงของที่นั่งให้เหมาะสม (ข้อศอก ที่วางเท้า ที่พักหลัง)
6. มีการเปลี่ยนท่าทางการทำงาน การทำงานที่อยู่กับที่
7. การออกแบบที่ทำงาน ควรจัดที่ให้คนงานที่มีรูปร่างใหญ่ก่อนและทำการปรับเสริมสำหรับคนงานที่รูปร่างเล็กให้เหมาะสมกับสถานที่ทำงาน
8. ควรแนะนำและฝึกอบรมคนงานให้ใช้ท่าทางการทำงานที่ดี
ขนาดพื้นที่ในการทำงาน
(Work Space Dimensions)
ขนาดพื้นที่ในการทำงานแบ่งได้ 3 กลุ่ม
ขนาดพื้นที่ในการทำงานน้อยที่สุด (Minimal work space dimension)
ขนาดพื้นที่ในการทำงานมากที่สุด (Maximal work space dimension)
ขนาดพื้นที่ในการทำงานที่ปรับได้ (Adjustability)